วิธีดูแลรักษารถยนต์ เบื้องต้นที่เจ้าของรถทุกคนทำเองได้

0
10

รถยนต์คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและเป็นพาหนะคู่ใจที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อผ่านการใช้งานไปพร้อมกับกาลเวลา ชิ้นส่วนต่างๆ ย่อมมีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลงตามกลไกธรรมชาติ การส่งรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถเป็นประจำถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับเจ้าของรถทุกคน การรู้วิธีการตรวจเช็กและดูแลรักษารถยนต์ในเบื้องต้นด้วยตัวเอง ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของตัวรถ และช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ให้ยาวนานขึ้นอีกหลายปี ขั้นตอนการดูแลรักษารถยนต์พื้นฐานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด และไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใดๆ เพียงแค่เสียเวลาสัปดาห์ละไม่กี่นาที คุณก็สามารถดูแลรถยนต์ของคุณให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอได้แล้ว

1. การตรวจเช็กและรักษาแรงดันลมยาง

ยางรถยนต์คือชิ้นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับพื้นผิวถนนโดยตรง ดังนั้นความปลอดภัยและสมรรถนะในการขับขี่เกือบทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับสภาพของยางรถยนต์ การปล่อยให้ลมยางอ่อนหรือแข็งเกินไปส่งผลเสียมากกว่าที่หลายคนคิด

ผลกระทบของการละเลยเรื่องลมยาง

  • ลมยางอ่อนเกินไป: ทำให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนมากเกินไป ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นและเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง แก้มยางจะเกิดความร้อนสะสมได้ง่ายและอาจนำไปสู่การระเบิดของยางในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

  • ลมยางแข็งเกินไป: ทำให้พื้นที่การยึดเกาะถนนลดลง รถจะมีความกระด้าง การทรงตัวและการซับแรงกระแทกจากพื้นผิวถนนแย่ลง และดอกยางบริเวณตรงกลางจะสึกหรอเร็วกว่าปกติ

ขั้นตอนการตรวจเช็กที่ถูกต้อง

เจ้าของรถควรตรวจเช็กแรงดันลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรือก่อนการเดินทางไกล โดยควรวัดแรงดันในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หรือหลังจากจอดรถสนิทแล้วอย่างน้อยสามชั่วโมง เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด โดยสามารถดูค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถของคุณได้จากแผ่นป้ายสติกเกอร์ที่ติดอยู่บริเวณเสาประตูฝั่งคนขับหรือในคู่มือการใช้งานรถยนต์ เมื่อเติมลมยางสี่ล้อแล้ว อย่าลืมตรวจเช็กและเติมลมยางอะไหล่ทิ้งไว้ด้วยเผื่อกรณีฉุกเฉิน

2. การตรวจสอบระดับและสภาพของน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องเปรียบเสมือนระบบเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจของรถยนต์ ทำหน้าที่ลดแรงเสียดทาน ระบายความร้อน และทำความสะอาดชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ การปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งหรือเสื่อมสภาพจะส่งผลให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงจนถึงขั้นต้องยกเครื่องใหม่

วิธีการเช็กระดับน้ำมันเครื่องด้วยก้านวัด

  • จอดรถบนพื้นราบและดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณห้าถึงสิบนาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงสู่อ่างน้ำมันด้านล่าง

  • ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมารอบแรก แล้วใช้ผ้าสะอาดหรือกระดาษชำระเช็ดคราบน้ำมันที่ติดอยู่ออกให้หมด

  • เสียบก้านวัดกลับคืนลงไปให้สุดช่อง แล้วดึงออกมาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

  • สังเกตรอยคราบน้ำมันบนก้านวัด โดยระดับน้ำมันเครื่องที่ดีต้องอยู่ระหว่างสัญลักษณ์จุดหรือขีด Max และ Min หรือ F และ L หากระดับน้ำมันอยู่ใกล้ขีดล่าง ควรเติมน้ำมันเครื่องเพิ่มเข้าไปทีละน้อยและวัดซ้ำจนกว่าจะได้ระดับที่ถูกต้อง

การสังเกตสีและสภาพของน้ำมันเครื่อง

นอกจากระดับน้ำมันแล้ว สีของน้ำมันเครื่องก็สามารถบอกสภาพเครื่องยนต์ได้ น้ำมันเครื่องใหม่จะมีสีเหลืองใสคล้ายน้ำผึ้ง เมื่อใช้งานไปสักพักจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำซึ่งถือเป็นเรื่องปกติเพราะน้ำมันทำหน้าที่ชะล้างคราบเขม่า แต่ถ้าน้ำมันเครื่องมีลักษณะข้นเหนียวเป็นโคลน หรือมีสีขาวขุ่นคล้ายชานม แสดงว่ามีน้ำเล็ดลอดเข้าไปผสมในระบบเครื่องยนต์ ควรรีบนำรถเข้าพบช่างผู้เชี่ยวชาญทันที

3. การดูแลระบบระบายความร้อนและน้ำยาหม้อน้ำ

ความร้อนสะสมคือศัตรูตัวฉกาจของเครื่องยนต์ หากระบบระบายความร้อนทำงานบกพร่อง เครื่องยนต์จะเกิดอาการฮีท ซึ่งส่งผลให้ฝาสูบโก่งหรือฝาสูบแตก และทำให้เครื่องยนต์ดับกลางทางได้

การตรวจสอบน้ำในถังพักน้ำสำรอง

การตรวจเช็กระบบหม้อน้ำทำได้ง่ายๆ โดยการมองไปที่ถังพักน้ำสำรองที่เป็นพลาสติกใสภายในห้องเครื่อง ระดับน้ำหล่อเย็นควรอยู่ระหว่างขีดสูงสุดและต่ำสุดเสมอ หากพบว่าน้ำลดลงไปเล็กน้อย สามารถเติมน้ำยาหม้อน้ำสำเร็จรูปหรือน้ำกลั่นบริสุทธิ์เพิ่มเข้าไปได้ แต่ถ้าพบว่าระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ แสดงว่าอาจมีจุดรั่วซึมในระบบทางเดินน้ำ

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด

ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำหลักหรือฝาถังพักน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ยังร้อนอยู่เด็ดขาด เนื่องจากระบบระบายความร้อนจะมีแรงดันสูงมากเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน การเปิดฝาในขณะนั้นจะทำให้น้ำเดือดจัดพุ่งกระเซ็นออกมาลวกผิวหนังจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ควรตรวจสอบในตอนเช้าก่อนสตาร์ทรถซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์เย็นสนิทที่สุด

4. การตรวจสอบระบบส่องสว่างและสัญญาณไฟ

ระบบไฟส่องสว่างรอบตัวรถไม่ได้มีไว้เพื่อให้คุณมองเห็นเส้นทางเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อให้ผู้ร่วมทางคนอื่นมองเห็นรถของคุณและเข้าใจทิศทางที่คุณกำลังจะไป การหมั่นเช็กไฟสัญญาณจึงเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางอ้อมที่ทำได้ง่ายที่สุด

เช็กระบบไฟสว่างหลักและไฟสัญญาณ

  • ไฟหน้าและไฟท้าย: เปิดระบบไฟหน้าทั้งไฟต่ำและไฟสูง เดินวนดูรอบรถว่าหลอดไฟติดครบทุกดวงหรือไม่ มีโคมไฟด้านใดหลวมหรือแตกร้าวหรือไม่

  • ไฟเลี้ยวและไฟฉุกเฉิน: เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวทีละข้างและไฟฉุกเฉินเพื่อตรวจเช็กว่าจังหวะการกระพริบเป็นปกติและติดครบทุกจุด ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านท้ายรถ

  • ไฟเบรก: การเช็กไฟเบรกอาจต้องใช้ผู้ช่วยหนึ่งคนคอยเหยียบเบรกให้ หรือหากอยู่คนเดียวสามารถถอยรถเข้าใกล้กำแพงในตอนกลางคืนแล้วเหยียบเบรกเพื่อสังเกตแสงสะท้อนสีแดงผ่านกระจกมองหลัง

5. การดูแลรักษาสภาพแบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่คือแหล่งพลังงานหลักที่ใช้ในการสตาร์ทเครื่องยนต์และจ่ายกระแสไฟให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดภายในรถ หากแบตเตอรี่เสื่อมหรือหมดสภาพ คุณจะไม่สามารถสตาร์ทรถได้เลย

วิธีการดูแลแบตเตอรี่เบื้องต้น

  • ตรวจเช็กคราบขี้เกลือ: สังเกตบริเวณขั้วบวกและขั้วลบของแบตเตอรี่ หากมีคราบผงสีขาวหรือสีเขียวเกาะอยู่ จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ไม่ดี วิธีแก้ง่ายๆ คือใช้น้ำอุ่นราดลงไปบริเวณขั้วที่มีคราบ ขัดออกด้วยแปรงสีฟันเก่าจนสะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วทาจาระบีบางๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคราบขี้เกลือขึ้นอีก

  • เช็กระดับน้ำกลั่น: สำหรับแบตเตอรี่ประเภทที่ต้องเติมน้ำกลั่น ควรเปิดฝาเกลียวออกดูอย่างน้อยเดือนละครั้ง และเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับตามที่กำหนด ห้ามปล่อยให้น้ำแห้งจนแผ่นธาตุภายในโผล่พ้นน้ำเพราะจะทำให้แบตเตอรี่เก็บไฟไม่อยู่และเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

คำถามที่พบบ่อย

เราควรล้างห้องเครื่องยนต์ด้วยตัวเองบ่อยแค่ไหน และมีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง

การล้างห้องเครื่องไม่จำเป็นต้องทำบ่อยครั้ง ยกเว้นกรณีที่มีคราบน้ำมันสกปรกสะสมหนาแน่น การทำความสะอาดด้วยตัวเองควรใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดถูมากกว่าการใช้สายยางฉีดน้ำแรงดันสูงไล่ฉีดโดยตรง เนื่องจากภายในห้องเครื่องของรถยนต์รุ่นใหม่เต็มไปด้วยกล่องสมองกล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และปลั๊กสายไฟจำนวนมาก หากมีน้ำเล็ดลอดเข้าไปอาจทำให้ระบบไฟลัดวงจรและเครื่องยนต์เสียหายได้

ถ้าที่ปัดน้ำฝนมีเสียงดังและปัดน้ำบนกระจกไม่สะอาด มีวิธีแก้ไขเบื้องต้นอย่างไรก่อนเปลี่ยนอันใหม่

ในเบื้องต้นให้ลองใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำผสมแชมพูล้างรถ เช็ดทำความสะอาดตามแนวยาวของใบปัดน้ำฝนเพื่อขจัดคราบฝุ่นและสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ และใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดกระจกหน้าอย่างละเอียด หากยางปัดน้ำฝนยังไม่อยู่ในสภาพที่แข็งกรอบหรือฉีกขาด วิธีนี้จะช่วยให้ที่ปัดน้ำฝนกลับมาทำงานได้เงียบและสะอาดขึ้น แต่ถ้ายางแข็งตัวแล้วควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้กระจกหน้าเป็นรอย

เมื่อพบรอยน้ำมันหยดใต้ท้องรถหลังจากจอดทิ้งไว้ จะมีวิธีแยกแยะได้อย่างไรว่าเป็นน้ำมันชนิดใด

ให้สังเกตจากสีและตำแหน่งที่หยด หากเป็นน้ำใสไร้สีไร้กลิ่นและหยดบริเวณใต้คอนโซลหน้ารถ มักจะเป็นน้ำทิ้งจากระบบปรับอากาศซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นน้ำมันสีใสปนดำและมีความหนืดสูงแสดงว่าเป็นน้ำมันเครื่อง หากเป็นน้ำมันสีแดงแกมชมพูอาจเป็นน้ำมันเกียร์อัตโนมัติหรือน้ำมันพาวเวอร์ และหากเป็นน้ำสีเขียวหรือสีฟ้าเรืองแสงที่มีกลิ่นเฉพาะตัวแสดงว่าเป็นน้ำยาหม้อน้ำรั่วซึม ซึ่งสามกรณีหลังควรรีบให้ช่างตรวจเช็กทันที

สายพานหน้าเครื่องยนต์ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดตอนสตาร์ทรถใหม่ๆ เกิดจากอะไรและดูแลอย่างไร

เสียงดังจากสายพานหน้าเครื่องมักเกิดจากตัวสายพานมีความหย่อนเนื่องจากการใช้งานมานาน หรือเนื้อยางของสายพานเริ่มแห้งและแข็งตัว วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นคือการดับเครื่องยนต์แล้วใช้มือกดลงบนสายพาน หากกดแล้วยุบตัวลงไปได้มากแสดงว่าสายพานหย่อน สามารถตั้งความตึงใหม่ได้ตามกลไกของรถรุ่นนั้นๆ แต่หากพบว่าเนื้อสายพานมีรอยแตกร้าวลายงา ควรรีบเปลี่ยนเส้นใหม่ทันทีเพื่อป้องกันสายพานขาดระหว่างขับขี่

ทำไมขับรถแล้วพวงมาลัยมีอาการสั่นที่ความเร็วระดับหนึ่ง สภาพยางรถยนต์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

อาการพวงมาลัยสั่นที่ความเร็วเฉพาะช่วง เช่น สั่นที่ความเร็ว 80 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนใหญ่เกิดจากระบบถ่วงล้อไม่สมดุล หรือเกิดจากยางรถยนต์สึกหรอไม่เท่ากัน มีอาการยางบวม หรือมีเศษหินขนาดใหญ่เข้าไปติดในร่องดอกยางจำนวนมาก การแก้ไขเบื้องต้นให้ตรวจดูสิ่งแปลกปลอมที่ยาง หากไม่หายควรนำรถไปเข้าร้านยางเพื่อทำการถ่วงล้อใหม่หรือทำการสลับยาง

เราสามารถตรวจสอบสภาพเนื้อยางรถยนต์ว่าหมดอายุการใช้งานแล้วหรือยังได้อย่างไรด้วยตัวเอง

นอกจากวิธีกำหนดจากระยะทางหรืออายุปีแล้ว ให้สังเกตที่ร่องยางจะมีปุ่มนูนเล็กๆ ที่เรียกว่า สะพานยาง อยู่ภายในร่อง หากหน้ายางสึกหรอลงมาจนเสมอระดับเดียวกับสะพานยางนี้ แสดงว่ายางหมดอายุและต้องเปลี่ยนทันที นอกจากนี้ให้สังเกตบริเวณแก้มยางและหน้ายางว่ามีรอยแตกร้าวเป็นเส้นเล็กๆ รอยบวมนูน หรือมีเนื้อยางฉีกขาดหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้แสดงว่าโครงสร้างยางเสื่อมสภาพแล้ว

Comments are closed.